
อพวช. ท้าพิสูจน์! 'ดอกไม้ฟังเสียงผึ้งได้-สื่อสารได้' ในนิทรรศการระดับโลก 'ดอกไม้เปลี่ยนโลก' เจาะวิวัฒนาการ 390 ล้านปี เชื่อมระบบนิเวศสู่ชีวิตมนุษย์
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ชวนเด็ก เยาวชน และครอบครัวเปิดโลกมหัศจรรย์ในนิทรรศการ “ดอกไม้เปลี่ยนโลก : Over The Bloom” ไฮไลต์งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ 2569 ตะลุย 5 โซน ตามล่าฟอสซิลเรณูดึกดำบรรพ์ ไขความลับ “10 ดอกไม้พิศวง” ตั้งแต่ฝิ่น ดิจิทาลิส ถึงวานิลลา พร้อมสัมผัสเรื่องราวผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เปิดมุมมองใหม่“ดอกไม้” ไม่ได้แค่สวยงาม แต่เคยเปลี่ยนโฉมประวัติศาสตร์โลก! สุด สัปดาห์นี้ห้ามพลาด ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
วันนี้(21ส.ค.) นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กล่าวว่า อพวช. จัดนิทรรศการ “ดอกไม้เปลี่ยนโลก : Over The Bloom”โดยเป็นหนึ่งในนิทรรศการหลักของงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569ครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ชมเห็นว่า วิทยาศาสตร์สามารถใช้อธิบายสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้ และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเรื่องซับซ้อนหรือเกิดขึ้นเฉพาะในห้องทดลอง เพราะแม้แต่ดอกไม้หนึ่งดอกที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน ก็มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่มากมาย ตั้งแต่สี กลิ่น การรับรู้สิ่งแวดล้อม การสืบพันธุ์ การผสมเกสร ไปจนถึงความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่น
“อพวช. ต้องการนำเรื่องที่ทุกคนพบเห็นในชีวิตประจำวันมาเป็นประตูสู่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ดอกไม้เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปจะพบคำถามทางวิทยาศาสตร์อยู่เต็มไปหมด นิทรรศการจึงชวนให้ผู้ชมสังเกต ตั้งคำถาม และค้นหาคำอธิบายว่า สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเชื่อมโยงกับชีวิตของเราอย่างไร เมื่อเราเข้าใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น ก็จะเห็นคุณค่าของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพได้ชัดเจนขึ้น”
นิทรรศการ “ดอกไม้เปลี่ยนโลก” นำความงามของสิ่งใกล้ตัวมาถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ตรงและประสาทสัมผัส เพื่อให้ผู้เข้าชมเรียนรู้และจดจำเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ได้ง่ายขึ้น ผู้ชมจะได้รู้จักดอกไม้ในฐานะ “ผู้ให้ชีวิต” ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สัตว์ และมนุษย์เข้าด้วยกัน ดอกไม้มีหน้าที่สำคัญต่อการสืบพันธุ์ของพืช การสร้างเมล็ด การกระจายพันธุ์ และการค้ำจุนห่วงโซ่อาหาร ขณะที่ดอกไม้และสิ่งมีชีวิตอื่นต่างพึ่งพาอาศัยกันจนก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของโลก
ผู้ชมจะได้เริ่มต้นจาก “ปริศนาแห่งการผลิบาน” (The Great Bloom Mystery) ตามหาดอกไม้ดอกแรกของโลกและแกะรอยระบบนิเวศไทยในอดีตจากซากเรณูดึกดำบรรพ์ ก่อนเข้าสู่ “ดอกไม้ผลิบาน” (The Moment of Beauty) เรียนรู้ช่วงเวลาการผลิบานผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และนาฬิกาดอกไม้ จากนั้นติดตาม “การเดินทางของเรณู” (A Journey of Pollen) ทำความรู้จักละอองเรณูและพาหะที่ช่วยเชื่อมโยงชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ ต่อด้วย “เป็นมากกว่าดอกไม้” (More Than a Bloom) ที่เปิดให้เห็นบทบาทของดอกไม้ต่ออาหาร วัฒนธรรม สุขภาพ และวิถีชีวิตของมนุษย์ ก่อนจบด้วย “เบ่งบานชั่วนิรันดร์” (Bloom Forever) ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
ด้านดร.พุทธมน ผ่องกาย นักวิชาการชำนาญการ กองวิชาการพฤกษศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในยุคดีโวเนียนหรือราว 390 ล้านปีก่อน พืชเริ่มวิวัฒนาการโครงสร้าง “เมล็ดเปลือย” ก่อนที่พืชดอกจะค่อย ๆ ขยายความหลากหลายและกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศในเวลาต่อมา ปัจจุบันมีพืชดอกมากกว่า 300,000 ชนิด หรือประมาณ 90% ของพืชบนบกทั้งหมด
สำหรับพืชดอกแรกของประเทศไทย ปรากฎร่องรอยของพืชดอกโบราณเช่นกัน โดยถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบของฟอสซิลละอองเรณูหรือในทางวิชาการเรียกว่า “ซากดึกดำบรรพ์เรณูสัณฐาน”
ความอัศจรรย์ของพืชดอกที่เริ่มผลิบานและแผ่ขยายไปในระบบนิเวศ แมลงออกตามหาน้ำหวานและกลายเป็นพาหะช่วยผสมเกสร ขณะที่สัตว์อาศัยผลและเมล็ดเป็นอาหาร จำนวนสปีชีส์ของพืชดอกและแมลงเพิ่มขึ้น พร้อมกับการเกิดแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ส่วนผลไม้ เมล็ด และธัญพืชจากพืชดอกก็กลายเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์และมนุษย์
“จากพืชดอกก่อเกิดเป็นผลไม้ เมล็ด และธัญพืช ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานทั้งแป้ง น้ำตาล และไขมันที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์ซึ่งอาหารหลักจำนวนมากมาจากพืชดอก เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว และผลไม้”
นอกจากนี้ผู้ชมยังจะได้ค้นพบ ความมหัศจรรย์ของดอกไม้ในแง่มุมวิทยาศาสตร์ที่อยู่รอบตัวอย่างคาดไม่ถึง ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น ดอกไม้สีเดียวกันอาจปรากฏแตกต่างกันเมื่อสัตว์แต่ละชนิดมองเห็น ดอกไม้สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนจากสิ่งแวดล้อม เช่น การเข้ามาของผึ้ง รวมถึงใช้กลิ่น รส และสัญญาณต่าง ๆ สื่อสารกับสิ่งมีชีวิตรอบตัว เพื่อดึงดูดพาหะมาช่วยผสมเกสรหรือใช้เป็นกลไกป้องกันตัวเอง
ดอกไม้หนึ่งดอกไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับพืช แมลง สัตว์ และมนุษย์ในระบบนิเวศ ซึ่งต่างฝ่ายต่างพึ่งพาและเอื้อประโยชน์ต่อกัน ดอกไม้บางชนิดยังตอบสนองต่อแสงและปัจจัยแวดล้อม จนเกิดจังหวะการบานและหุบในแต่ละวันหรือแต่ละฤดู เสมือน “นาฬิกาธรรมชาติ” ที่ทำงานอยู่รอบตัวเรา
มนุษย์ยังใช้ประโยชน์จากดอกไม้ทั้งในด้านอาหาร ยา เครื่องหอม และวัตถุดิบอุตสาหกรรม นิทรรศการจึงนำ “10 ดอกไม้ที่เปลี่ยนโลก” มาให้ผู้ชมเห็นว่า ดอกไม้มีส่วนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของมนุษย์อย่างไร ได้แก่ ดอกฝิ่น ที่เปลี่ยนโลกของยาและการเสพติด ดอกดิจิทาลิส ที่เปลี่ยนแปลงโลกการแพทย์ ดอกฝ้าย ที่เปลี่ยนโลกของสิ่งทอ ดอกคาโมมายล์ ที่เปลี่ยนโลกของสุขภาพ ดอกทานตะวัน ที่เปลี่ยนโลกของการเกษตร ดอกวานิลลา ที่เปลี่ยนโลกของกลิ่น ดอกโกโก้ ที่เปลี่ยนโลกของหวาน ดอกหญ้าฝรั่น ที่เปลี่ยนโลกของเศรษฐกิจ ดอกลาเวนเดอร์ ที่เปลี่ยนโลกของกลิ่นหอม และ ดอกบัว ที่เปลี่ยนโลกของความเชื่อ
ภายใต้กลีบดอกที่ดูบอบบางจึงมีทั้งกลไกทางวิทยาศาสตร์ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวตวิต และคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ในหลายมิติ นิทรรศการยังชวนผู้ชมคิดต่อว่า ในวันที่ธรรมชาติและระบบนิเวศกำลังเปลี่ยนแปลง มนุษย์จะร่วมกันดูแลความสัมพันธ์ของชีวิตเหล่านี้ เพื่อให้การเบ่งบานยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างไร
นิทรรศการ “ดอกไม้เปลี่ยนโลก : Over The Bloom” เป็นหนึ่งในนิทรรศการหลักของงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569” ซึ่งจัดภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future – วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดย อพวช. เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและประชาชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน พร้อมทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกธรรมชาติ
อพวช. ขอเชิญชวนเด็ก เยาวชน ครอบครัว และผู้สนใจ ร่วมชมนิทรรศการ “ดอกไม้เปลี่ยนโลก : Over The Bloom” ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ตั้งแต่วันนี้ถึง 23 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–19.00 น. ณ อาคาร 9–11 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เข้าชมฟรี
เครดิตภาพและที่มาข่าว: MGR Online (mgronline.com) — https://mgronline.com/politics/detail/9690000082419